แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1
1.จงอธิบายความหมายความหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี
2."เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต"จากคำกล่าวนี้
จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา ตอบ เด็กปฐมวัย เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทางสมองของบุคคล
และการศึกษาในช่วงวัยนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เจริญเติบโต
เต็มตามศักยภาพ
โดยให้การอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษาที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
3.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไร
จงอธิบาย ตอบ เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการวางรากฐานและเตรียมตัวเพื่อชีวิต เป็นระยะของการพัฒนารากฐานของบุคลิกภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมและประเทศชาติ
4.เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและเรียนรู้อย่างไร
จงอธิบาย ตอบ “เด็ก”
เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง เนื่องจากเด็กจะเป็นผู้รับช่วงการดำเนินงานและภารกิจ ทั้งปวงต่อจากผู้ใหญ่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
ดังคำกล่าวที่ว่า “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” หากเด็กปฐมวัยได้รับการอบรมเลี้ยงดูและได้รับการส่งเสริม พัฒนาการตามวัย
อย่างเป็นธรรมชาติของแต่ละช่วงวัยแล้ว ย่อมเสมือนหนึ่งการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ สมบูรณ์แบบ
ที่พร้อมจะงอกงามและมีประสิทธิภาพให้แก่สังคมและประเทศชาติในอนาคต
5.จงอธิบายจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา ตอบ จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยจะต้องเน้นไปที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ
ดังนี้1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางกายของเด็กอย่างเต็มที่
2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางบุคลิกภาพ อารมณ์
และสังคมของเด็ก เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มี สุขภาพสมบูรณ์
มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายได้3. เพื่อให้เด็กมีนิสัยขยันขันแข็ง
ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
4. เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ5. เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน
หรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนในการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
6.จงอธิบายถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม2545) ตอบ
การศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542มาตรา ๔
ในพระราชบัญญัตินี้-“การศึกษา” หมายความว่า
กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้
การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม
-การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษา ดังต่อไปนี้ (๑)
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อน เกณฑ์ของสถาบันศาสนา
ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น (๒) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน
และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น (๓)
ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว
ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
7.จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอบ เด็กและเยวชนต้องได้รับการศึกษาจากรัฐรวมทั้งรัฐต้องให้ความคุ้มครองเด็กและเยวชนเพื่อการพัฒนาของเด็กและเสริมสร้างครบครัวและชุมชนให้เข้มแข็ง
8.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ ต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
9.จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ
การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตของเด็กทุกคน
เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน
เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสได้ทดลอง สร้างสรรค์
คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นจะมี อิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต
ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ระหว่างที่ เล่นเด็กมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่าง
ๆ ของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้
10.อธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการศึกษาปฐมวัย ตอบ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป
ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้
การพัฒนาศักยภาพและ
พัฒนาการของเด็กแต่ละคน
ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ
เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2
1.จงอธิบายถึงแนวคิดของคอมมิวนิอุสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย ตอบ
จอห์น เอมอส โคมิวเนียส (John Amos Comenius) เขาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับบันไดทางการศึกษาว่า
ควร เริ่มต้นที่โรงเรียนที่บ้าน
คือ การเรียนกับแม่ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่มีความสำคัญยิ่งในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มชื่อ
“Visible World” ซึ่งเป็น หนังสือที่ใช้ภาพเล่มแรกที่ใช้สอนเด็ก
และเขายังได้เสนอหนังสือต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความสนใจของ เด็กในแต่ละช่วงอายุ
โดยแนวความคิดของเขาในหนังสือชื่อ “School of Infancy” เป็นที่มาของการให้ การศึกษาแก่ทารกโดยใช้สิ่งของง่าย
ๆ มาใช้สอน เช่น พืช ต้นไม้ สัตว์ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การแยก ความมืดความสว่าง
สี ทิศทาง ฟาร์ม ถนน ทุ่งนา และสอนความสุภาพ ความเชื่อฟัง และลักษณะนิสัย ต่าง
ๆ ด้วย
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2
2.จงอธิบายถึงแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย ตอบ ฌอง
ฌาค รุสโซ (Jean Jacques
Rousseau) เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้เน้น ความสำคัญของเด็กในแง่ความเป็นมนุษย์
รุสโซเป็นต้นกำเนิดของจิตวิทยาเด็ก เขาชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็ก มี
4 ขั้นตอนแต่ที่เกี่ยวกับข้องกับเด็กปฐมวัยมี
2 ขั้น
คือ ขั้นแรกได้แก่ช่วง 5 ปีแรกของชีวิต
ซึ่งรุสโซเน้น ความสำคัญของกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย
ส่วนขั้นที่ 2 คือ
ช่วงอายุ 5 – 12 ปี
เด็ก จะเรียนรู้ได้ดีจากการได้รับประสบการณ์ตรงและจากการสำรวจสิ่งแวดล้อม
3.จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย ตอบ โจฮัน
เปสตาลอซซี่ (Johann
Pestalozzi) เป็นนักการศึกษาชาวสวิส เห็นว่าคนทุกคนไม่ว่ารวยดีมีจนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา
และได้รับการช่วยเหลือเพื่อการ พัฒนาคุณธรรม
และศักยภาพทางปัญญาอย่างเท่าเทียมกัน การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก
ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็ก ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย
5.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่ ตอบ
ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Dr.Maria Montessori) เธอได้คิดหาวิธีการ สอนแบบเอกัตบุคคล
(Individualized Instruction) และยังได้เน้นวิธีการจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ 25 และจิตวิทยาที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก
จนเด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ วิธีการ ของเธอ คือ
การคำนึงถึงพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความสามารถและ ความสนใจของตนอย่างเต็มที่
โดยครูจะต้องจัดโปรแกรมการศึกษาให้กับเด็กโดยการเตรียมสิ่งแวดล้อม ให้กับเด็กโดยใช้
“วัสดุประกอบการสอน (didactic
materials)”
6.จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้ ตอบ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) เป็นนักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกัน โดยปฏิรูปการศึกษา จากระบบเก่าเป็น
“ระบบก้าวหน้า” หรือการศึกษาแบบพิพัฒนาการ (progressivism) ดิวอี้เป็นนักคิด
และนักปฏิบัติ เขาเชื่อว่า “การศึกษา” คือ กระบวนการของชีวิตที่ดำเนินไปตลอดเวลา
ไม่ใช่การ เตรียมการเพื่ออนาคต แนวความคิดของเขามีส่วนคล้ายกับมอนเตสซอรี่ จากปรัชญาการศึกษาของดิวอี้จะนำมาสู่การเตรียมประสบการณ์ในโรงเรียนอนุบาลหรือ
สถานรับเลี้ยงเด็กในแง่ที่ให้เด็กเรียนรู้เรื่องราว และมีประสบการณ์เกี่ยวกับสังคม
โดยเน้นว่าให้เด็ก กระทำในสิ่งที่ตนสนใจ
เขาเชื่อว่าประสบการณ์เรียนรู้ที่จัดให้กับเด็กควรมีความต่อเนื่อง และการเรียนรู้
จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง (actively involved) และเด็กควรมี อิสรภาพในการเรียน คำพูดที่ว่า “การเรียนโดยการกระทำ (learning by doing)”
7.การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบาย ตอบ มนุษย์ทุกคนตั้งแต่เด็กเติบโตถึง ผู้ใหญ่
ล้วนแล้วแต่มีความต้องการสนองตอบให้พอใจตนเอง ดังนั้นการทำความเข้าใจในความต้องการ
ของเด็กเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญ
เพราะจะทำให้ตอบสนองหรือจัดการศึกษาให้ตรงตามความต้องการของเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
8.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบายตอบ ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล
อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กว่า
การเจริญเติบโตของเด็กทางร่างกาย เนื้อเยื่อ อวัยวะ หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ
และพฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นเป็นรูปแบบที่แน่นอน และเกิดขึ้น เป็นลำดับขั้น
ประสบการณ์และสภาพแวดล้อมเป็นองค์ประกอบรองที่เติมเต็มเสริมพัฒนาการต่าง ๆ
กีเซลเชื่อว่าวุฒิภาวะจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม และมีในเด็กแต่ละคนมาตั้งแต่เกิด กีเซลได้สร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดพฤติกรรมของเด็กในแต่ละระดับเน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล
โดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม
9.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบายตอบ พัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็กขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพร่างกายและ
ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมของเด็ก การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด
ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ
เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น
จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ
เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
10.การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบาย ตอบ พัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยจะเกิดจากการเรียนรู้จากตัวแบบและ
การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมที่จะแสวงหาผลของการกระทำที่ได้รับความพึงพอใจแก่ตนเอง
และ การยอมรับของบุคคลรอบข้างในสังคม
ดังนั้นในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจึงควรคำนึงถึง
การให้ตัวแบบที่ดีอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาด้านสังคมแก่เด็กปฐมวัย

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ ตอบ การจัดและการบริหารโครงการการศึกษาปฐมวัย ประเทศอังกฤษมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเด็กแรกเกิดถึง
5 ปี มี 2 หน่วยงาน คือ กรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และกรมอนามัยและสวัสดิการสังคม กรมการศึกษาฯ
จะบริหารโรงเรียนบริบาล และการเรียนสำคัญสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ในขณะที่ กรมอนามัยฯ จะดูแลสถานบริบาลกลางวัน สำหรับเด็กแรกเกิดถึง
5 ปี ในลักษณะการให้การเลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษครูใหญ่จะมีอิสระ
และอำนาจในการบริหารโรงเรียนของตนมากกว่า ประเภทของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย -โรงเรียนบริบาลจะเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่น -ครูจะต้องเป็นผู้นำของเด็กในการเล่นในร่มและกลางแจ้ง
โดยใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างหลากหลาย -กิจกรรมที่จัดต้องคำนึงถึงความต้องการทางสังคม
ทางอารมณ์ และนำไปสู่การพัฒนาสติปัญญาด้วย -จะไม่มีการสอนเป็นเรื่องเป็นราว เด็ก ๆ
จะได้สนุกสนานกับการฟังนิทาน ดนตรี โคลงกลอน และเล่นตามธรรมชาติ
เด็กจะเล่นตามใจชอบ
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3
2.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ตอบ 1. ปรัชญา ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยของอเมริกานั้น ได้รวมเอาทฤษฎีของ เพียเจต์ ดิวอี้ และ ระบบของโรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกของอังกฤษเข้าไว้ด้วยกันทั้งหลักพัฒนาการทางสติปัญญา และ พัฒนาการของจริยธรรมของเพียเจต์ได้นำมาปรับใช้ 2. วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของการศึกษาปฐมวัย คือ การช่วยสนับสนุนพัฒนาการของเด็กทั้งในด้าน อารมณ์ สังคม สติปัญญา และร่างกาย เน้นในการส่งเสริมให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 3. การจัดและบริหารโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย ในปี ค.ศ.1960 สถานเลี้ยงเด็กของรัฐมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเฉพาะ หน้า ต่อมาในปี ค.ศ.1962 พระราชบัญญัติประกันสังคม ได้อนุมัติให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ สถานเลี้ยงเด็กเหล่านี้ 4. ข้อกำหนดในการจัดคุณสมบัติของผู้ดูแลเด็กจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในด้านการดูแลเลี้ยงดูเด็ก สามารถวางแผนการสอน และทำบันทึกการสอนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อัตราส่วน ของผู้ดูแลเด็ก คือ พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็กทารก (0 – 1 ปี) 3 คน ต่อเด็กวัยเตาะแตะ (1 – 3 ปี) 3 คน ต่อ เด็ก 6 – 8 ปี 13 คน ต่อเด็ก 9 – 11 ปี 16 คน และต่อเด็ก 12 – 14 ปี 20 คน5. การสอนอย่างสม่ำเสมอ สถาบันรับเลี้ยงเด็กทุกแห่งจะมีคณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งประกอบด้วย ประธาน เลขานุการ กรรมการ การเงิน จำนวนคณะกรรมการจะขึ้นกับขนาดของสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น 6. โครงการศึกษาปฐมวัยแห่งบรูคลิน โครงการจัดการศึกษาก่อนวัยเรียน ที่เป็นที่กล่าวถึงกันมาก คือ โครงการปฐมวัยแห่งบรูคลิน โครงการนี้เริ่มในปี ค.ศ.1973 มีเด็กมากกว่า 250 คน และเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่จัดขึ้นตาม ระบบการศึกษาของบรูคลิน เมสซาซูเซทส์โดยการจัดให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยในฐานะครูสอนเด็กระดับ ปฐมวัย เนื่องจากโครงการนี้ มีความเชื่อว่าครูที่ดีที่สุดในชีวิตของเด็กคือพ่อแม่ของตนเอง
3.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอัลเบอร์ตา
แคนาดา ตอบ 1. ปรัชญา
การสร้างความมั่นใจและความรู้สึกมีคุณค่าของตนให้แก่เด็ก โดยประสาน ความร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง
คณะทำงานและชุมชน ในการจัดกิจกรรมให้เด็กมีพัฒนาการโดยรวม เด็กจะสร้างบุคลิกลักษณะของตนจะได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย
สติปัญญา และสังคม 2. วัตถุประสงค์ของการจัดบริการการศึกษาปฐมวัย
ดูแลเกี่ยวกับความจำเป็นและความต้องการของเด็กเกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกาย ฟัน
และโภชนาการ สร้างเสริมความมั่นคงของพัฒนาการทางสังคม
และอารมณ์ของเด็ก จัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กมีความมั่นคงทางจิตใจ
โดยเน้นทั้งทางด้านทักษะ และ กระบวนการ จัดให้เด็กมีประสบการณ์ในความสำเร็จ
เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความมั่นใจใน ตนเอง 3. หลักการพื้นฐานของการบริการการศึกษาปฐมวัย-การบริการการศึกษาปฐมวัย
เป็นผู้วางเงื่อนไขที่จำเป็นในเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ เกิดขึ้น
ทั้งนี้โดยครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ตัวเด็กเอง ผู้ปกครอง ครู
ผู้นำสันทนาการไป จนถึงนักจิตวิทยา-
4.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก ตอบ
หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน
และ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
และจัด กิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ
และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
ต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง
และสร้างสรรค์ ในช่วง เวลา 3
ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยเม็กซิโก อาจจะ พูดได้ว่าเหมือนกับคำขวัญที่ว่า
“ประวัติศาสตร์ คือบทนำ” (past is prologue) เพราะได้มีการจัด
การศึกษา 3
ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเขตเมือง
และในชนบท
โดยหวังว่ากลุ่มชนที่แตกต่างกันจะสามารถสื่อสารสัมพันธ์กันได้นั้นจะช่วยนำความเข้าใจ
และทำให้ รวมกันเป็นเอกภาพได้
5.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล ตอบ การศึกษาปฐมวัยในอิสราเอลแบ่งได้กว้าง ๆ เป็น 3 ประเภท คือ สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนของรัฐ
และสถานรับ เลี้ยงเด็กในคิบบุทซ์1.โรงเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนของรัฐบาล
กระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมมีกรมพิเศษโดยเฉพาะที่มีหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียน
สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนของรัฐ2. ครูอนุบาล ครูอนุบาลจะต้องเป็นครูที่มีวุฒิทางอนุบาลจะสอนเด็กจำนวน
30 – 35 คน ในแต่ละ ห้องครูเหล่านี้จะต้องผ่านสถาบันฝึกหัดประมาณ 2 – 3 ปี
หลังการเรียนอย่างน้อย 3 ปี3. การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องเรียนอนุบาลเป็นห้องจุได้ 30 – 35 คน
โรงเรียนอนุบาลจะอยู่ร่วมกันในตึกของโรงเรียนประถมศึกษา
ตึกเรียนชั้นอนุบาลมักจะออกแบบให้มี 2 ห้องเรียนอยู่ด้วยกัน โดยมีห้องน้ำ
ห้องอาบน้ำ ครัวร่วมกัน โดยมีส่วนที่เป็นศูนย์กลาง จัดเป็นที่พักของครูและผู้ช่วย4.
อุปกรณ์เครื่องใช้และครุภัณฑ์
ในโรงเรียนอนุบาลทุกแห่งจะมีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ
ที่มีขนาด เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก ครุภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในห้องเรียนเช่น
ป้ายนิเทศ เก้าอี้หลังตรง เหมาะกับเด็กเล็ก กระดานดำ เครื่องเล่นจานเสียง
และอุปกรณ์เครื่อง ลูกบอล อ่างล้างมือ บล็อกไม้ที่มีสีสันต่าง ๆ บล็อกไม้ชั้นใหญ่
หนังสือนิทาน รถลาก อุปกรณ์การเขียน
การจัดการศึกษาปฐมวัย คือ การจัดกรอบสำหรับเด็กที่บิดามารดาลี้ภัย
ได้มีโอกาสรับรู้ ถึงวัฒนธรรมฮิบรูพื้นเมือง ที่มีโอกาสฟื้นฟูขึ้นใหม่อย่างช้า ๆ
เด็กประถม 1 เกือบทุกคนจะพูดภาษาฮิบรู ได้อย่างคล่องแคล่ว การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาค
บังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ
มีโปรแกรมการศึกษา สำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์
6.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น ตอบ -
ชาโตะ โนบูจิโร
เป็นคนแรกที่เสนอโครงการสวัสดิการพยาบาลสำหรับทารกขึ้น นโยบายการจัดสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน - หลักสูตรของสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเป็นหลักสูตรที่มีพื้นฐานเดียวกับหลักสูตรอนุบาล
มีจุดประสงค์เริ่มแรกคือ ต้องการจะเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ
ที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานเท่านั้น -สถานเลี้ยงเด็กกลางวันและโรงเรียนอนุบาลก็ได้รับการรับรองฐานะอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย
โรงเรียนอนุบาลถูกจัดให้เป็นการศึกษาแก่เด็กก่อนวัยเรียน
ในขณะที่พระราชบัญญัติสวัสดิการเด็กจัดให้สถานเลี้ยงเด็กกลางวันเป็นสวัสดิการสังคม
ผลของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้จึงทำให้ระบบของการศึกษาปฐมวัยแยกออกเป็น 2 ระดับ-การจัดการศึกษาในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันของประเทศญี่ปุ่น
โดยพระราชบัญญัติสวัสดิการเด็กซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ได้ประการใช้ในปี
ค.ศ.1947 ได้อนุญาตให้สถาบันต่าง ๆ จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กกลางวันได้ทั้งสถาบันของรัฐ
เทศบาลท้องถิ่น เทศบาลเมือง เอกชน
7.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา ตอบ การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาล
หรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี
โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5 – 7 ปี โรงเรียนบริบาลในประเทศอังกฤษเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็ก
สำหรับตัวครูมักจะปล่อยให้สอนไปตามสัญชาติญาณของตนเองโดยจะต้องเป็นผู้นำของเด็กในการเล่นใน
ร่มและกลางแจ้ง โดยใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างหลากหลาย
เน้นให้ครูและพยาบาลผู้ดูแลได้ตระหนักและ เข้าใจวิธีการใช้ภาษาของเด็ก การศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกาการศึกษาปฐมวัยมี
3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแล
เด็กทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และ
การพัฒนากล้ามเนื้อ
8.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับประเทศอิสราเอล ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก ระบบการศึกษาของเม็กซิโกเป็นระบบที่รวมเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างมากได้มุ่งแสดงหา
วิธีการที่จะรวมการจัดกิจกรรม
หรือวิธีการสอนเข้ากับการเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง โดยใช้ สภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางที่จะเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ แต่ใน
ปัจจุบันมีการเน้นในเรื่องของการให้โอกาสแก่เด็กได้เรียนรู้ตามความสามารถของแต่ละคน
และมีการ ปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมอย่างดี การได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ
ที่จำเป็นซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้ ประสบความสำเร็จ
สามารถควบคุมและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของตนให้เหมาะสม พูดได้ว่าพัฒนาการ ของเด็ก ๆ
แต่ละคน จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่เขาเป็นสมาชิกต่อไปในภายหน้า หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน
และ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล นโยบายการศึกษาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยรับทฤษฎีใหม่ ๆ เช่น ทฤษฎีของ
มอนเตสเซอรี่ และดิวอี้เข้ามาผสมกลมกลืนกัน
ทางด้านคิบบุทซ์นั้นจะเน้นพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม
ของเด็กโดยใช้การเล่นเป็นเครื่องมือและได้ยึดแนวคิดความคิดนี้มาจนปัจจุบัน และการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาค บังคับและให้เปล่า
มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษา
สำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์
9.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา
แคนาดากับประเทศญี่ปุ่น ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอัลเบอร์ตา แคนาดา โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยพยายามดึงเอาผู้ปกครอง
และชุมชนส่วนท้องถิ่นเข้า มามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย
และพยายามจะแสวงหาทรัพยากรในชุมชนทั้งทรัพยากรทางด้าน กายภาพ และทรัพยากรบุคคล
เพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่นจะมีสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเป็นหลักสูตรที่มีพื้นฐานเดียวกับหลักสูตรอนุบาล มีจุดประสงค์เริ่มแรกคือ ต้องการจะเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ ที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานเท่านั้น
10.ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกเพราะหลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน
และ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัด
กิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ
และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
ต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง
และสร้างสรรค์ ในช่วง เวลา 3 ปี
ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน ตอบ ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษา ทุกระดับ
รวมทั้งระดับปฐมวัยยังไม่ปรากฏรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่มีการดำเนินการ
อย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ
เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน
เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก
2.จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอบ -ปัจจัยทางด้านการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก
เพื่อความปลอดภัยของ บ้านเมือง
จึงต้องปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้เป็นแบบสมัยใหม่ และให้แพร่หลายไปทั่ว
ราชอาณาจักร -ปัจจัยทางด้านสติปัญญาและแนวคิดตามแบบตะวันตก
อันเป็นผลมาจากการติดต่อ ค้าขายกับต่างชาติ
จึงทำให้เกิดการเผยแพร่ความรู้และวิทยาการต่าง ๆ ตามแนวคิดและแบบอย่าง ตะวันตก -ปัจจัยจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีประสบการณ์จาก
การเสด็จประพาสต่างประเทศ -ปัจจัยทางด้านการเลิกทาสและเลิกระบบไพร่
ทำให้ราษฎรจำนวนมากต้องทำมาหา เลี้ยงชีพเอง และจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อการดำรงชีพ
จึงต้องมีการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีส่วน ช่วยเหลือสนับสนุนค นกลุ่มนี้ -ความต้องการบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ
เข้ามารับราชการเนื่องจากพระองค์ทรงปรับปรุงและขยายงานในส่วนราชการต่างๆ
จึงจำเป็นต้องจัดตั้งโรงเรียนเพื่อสอนคนให้เข้ามารับราชการ
3.จงอธิบายถึง
วิชาหรือเนื้อหาสาระ 10 อย่าง ของโรงเลี้ยงเด็ก พ.ศ.2433 ตอบ 1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้
2. ให้คิดเลขเป็น 3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
5. ให้เย็บผ้าเป็น
6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
7. ให้ว่ายน้ำเป็น
8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์ จะเห็นว่าสิ่งที่เด็กจะต้องเรียนรู้ในสถานศึกษาแห่งนี้มีทั้งลักษณะของวิชาการและ
วิชาชีพเพื่อการดำรงชีวิต
ดังนั้นเด็กที่มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กแห่งนี้จึงนับว่าได้รับโอกาสที่ดี
มาก
และในเวลาต่อมาเด็กจากโรงเลี้ยงเด็กเหล่านี้ได้เจริญเติบโตและเข้ารับราชการมีตำแหน่งเป็นกำลัง
ระดับผู้นำของบ้านเมืองหลายคน
4.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา
พ.ศ.2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบายตอบ การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสมัยที่เริ่มมีระบบ
จะอยู่ในรูปของ “มูลศึกษา”
และปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษา
ออกเป็น 4 ลำดับ คือ
1.
การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
2.
การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
3.
การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
4.
การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา) การจัดชั้นเรียนในโรงเรียนได้แบ่งรูปแบบของการจัดให้เห็นเด่นชัดว่า
โรงเรียน มูลศึกษาเบื้องแรกแบ่งออกเป็น กินเดอกาเตน โรงเรียนบุรพบท
และโรงเรียน ก ข
นโม โรงเรียนบุรพบท มูลศึกษา นั้นจัดเป็นเอกเทศต่างหาก
คือ เป็นสาขาของโรงเรียน ประถมศึกษา
จุดประสงค์ของโรงเรียนบุรพบทนั้นก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับ
ประถมศึกษา สำหรับโรงเรียน ก ข นโม เป็นโรงเรียนมูลศึกษาอีกแบบหนึ่ง มุ่งสอนเขียน
อ่าน และคิด คำนวณบ้างเล็กน้อย จัดสอนกันตามวัดหรือตามบ้าน ตามวิธีเรียนอย่างเก่า
โรงเรียนชนิดนี้สำหรับคน ทั่วไปไม่กำหนดอายุ เมื่อเรียนรู้ไตรภาค เขียน อ่าน
คิดเลขได้แล้ว จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียน ประถมศึกษา
5.ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน พ.ศ.2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
จงอธิบาย ตอบ พ.ศ.2454
– 2470 เป็นยุคเริ่มก่อตัวของอนุบาลเอกชน
ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามา จัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาในประเทศไทย
ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง
6.การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร
จงอธิบาย ตอบ ในปี พ.ศ.2482
กระทรวงศึกษาธิการได้มีดำริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาล
ของรัฐ
จึงมีการเตรียมการโดยการจัดส่งบุคลากรไปดูงานด้านอนุบาลศึกษาที่ต่างประเทศและนำแนวคิด
ที่ได้กลับมาดำเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้ง สำคัญ จึงเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2483 กล่าวคือ ในปีนี้ได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นใน
จังหวัดพระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ สร้างอาคารเรียน
7.แผนการศึกษาชาติฉบับ
พ.ศ.2503 แบ่งการศึกษาออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย ตอบ พ.ศ.2503
ได้มีการประกาศแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง
แผนการศึกษา ฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ
คือ
1. อนุบาลศึกษา
2. ประถมศึกษา
3. มัธยมศึกษา
4. อุดมศึกษา
8.ในปี
พ.ศ.2523กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
จงอธิบาย ตอบ ใน พ.ศ.2523
กระทรวงศึกษาธิการ
(สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ) ได้ประกาศตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
โดยโอน โรงเรียนระดับอนุบาลและประถมจากกรมสามัญศึกษาและองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาสังกัด
มีภารกิจ สำคัญคือจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา
ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2523
การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรก
ส านักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ
จัดตามนโยบายของรัฐที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2520
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทำเป็นโครงการ ได้แก่
โครงการ ส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย
โครงการเปิดขยายชั้น เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ
โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัย
พัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
การดำเนินงานในระยะนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่าง และเพื่อการศึกษาวิจัย
ผลของการดำเนินงานพบว่า เด็กวัย 4 – 6 ปี มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความสามารถ
ในการเรียนรู้และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
9.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พ.ศ.2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย ตอบ ในปี พ.ศ.2544
กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัยขึ้นใหม่ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่สอดคล้องกับการสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และสอดคล้องกับหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 พร้อมกันนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากหลักสูตร
ก่อนประถมศึกษาเป็นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542
ภายใต้ชื่อ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2546”
โดยได้ผ่านการพิจารณา
ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มี
ประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
10.จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา ตอบ การศึกษาปฐมวัย เริ่มด้วยจุดมุ่งหมาย
เพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กเข้าเรียนชั้นประถมซึ่งจัดกันเอง
ไม่ปรากฏว่ามีหลักสูตรหรือคติการเล่า เรียนเป็นแบบแผน แต่เพียงกำหนดนโยบายไม่ได้เป็น แนวทางในการปฏิบัติ
และในโครงการศึกษาหรือแผนการศึกษาก็ไม่ได้กล่าวถึงการจัดการศึกษาระดับนี้ ชัดเจน
แต่ก็ได้มีการพัฒนาต่อไปเป็นลำดับ ตั้งแต่แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2479 เป็นต้นมา
ได้มีการ กำหนดการศึกษาปฐมวัยในฐานเป็นการศึกษาระดับหนึ่งของแผน
ซึ่งเรียกชื่อการศึกษาระดับนี้ต่าง ๆ กัน เป็นการศึกษาขั้นอนุบาล อนุบาลศึกษา
และก่อนประถมศึกษา และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรซึ่งเรียกว่า
แนวการจัดประสบการณ์หลายครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย
แบบฝึกหัดท้ายบทที่5
1.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย ตอบ 1.
เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญา
2.
เพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
3. เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
4. เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก
5.
เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
6. เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
7.
เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม
8. เพื่อเผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ
เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและ บุคคลในชุมชน
9. เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านสาธารณสุข
โภชนาการ และการศึกษา
10.
เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดี
11. เพื่อพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์
พยาบาล และทันตแพทย์
12. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเครื่องเล่นต่าง
ๆ หลายชนิด
13.
เพื่อช่วยเหลือพ่อ แม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองได้ เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ 14. เพื่อพัฒนาบุคลิ กภาพที่ดีงามให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเด็ก
เพื่อจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่มี บุคลิกภาพที่ดี
แบบฝึกหัดท้ายบทที่5
2.จงอธิบายถึงแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ
หลักการในการจัดการปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ
และความรู้ในเรื่องของมนุษย์ จึงต้องขึ้นอยู่กับว่าเรา เชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้เด็กเติบโตเพื่อเป็นประชาชนที่ดี
มีประสิทธิภาพในสังคม และยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเด็กปฐมวัยอีกด้วย
3.จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบตอบ 1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten)เริ่มต้นโดย เฟดเดอริค ฟรอเบล
จะเน้นการจัดสิ่งแวดล้อม วัสดุอุปกรณ์และหลักสูตร
ที่จะมุ่งพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ โดย เน้นกิจกรรมการเล่น การปรับตัว
การแสดงออกทางร่างกายและการฝึกการทำงานและการอยู่ร่วมกัน 2. สถานบริบาลเด็ก
(nursery
school) ฮิมส์ (Hymes) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก” หรือ “เนิร์สเซอรี่”
เป็นโครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กวัย 2 – 5 ปี จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ที่มีความ
จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านและไม่มีเวลาดูแลลูก 3. โรงเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน
(preschools) เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กและเสริมสร้าง
กิจกรรมเฉพาะด้าน โดยเน้นในรูปของกิจกรรมการเล่น เพื่อเป็น
การเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับประถม 4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน
(child care
center) คือ
ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี สำหรับพ่อแม่ที่ทำงานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น 5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก
(family day
care homes) คือ
ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดทำขึ้นที่บ้าน ซึ่งจะจัดขึ้นสำหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง
3 – 4 ปี ในบ้านของตน โดยรับเด็กจำนวนน้อยคน
ซึ่งต้องมีใบอนุญาตจัดตั้ง 6. โครงการเฮดสตาร์ท
(head start) คือ โครงการสำหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน
หรือมีรายได้ต่ำทั้งนี้เพื่อให้โอกาสเด็กได้มีโอกาสพัฒนาเท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ 7. ศูนย์แม่และเด็ก
(parent –
child centers) คือ
โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ เด็กปฐมวัยที่มาจากครอบครัวที่ยากจน
ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่แม่และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี 8. โครงการโฮมสตาร์ท
(home start) คือ โครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กที่มาจาก
ครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน โดยเน้นการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และเด็กที่บ้าน 9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่
(parent
education) คือ
โครงการที่ให้การศึกษาแก่ พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู
4.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
และการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนใน ระดับชั้นประถมศึกษา
ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา 1.1
ชั้นอนุบาล เป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้านทั้ง
ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยใช้ระยะเวลาในการจัด
การศึกษาประมาณ 2 – 3 ปี สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี 1.2 ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือชั้นเด็กเล็ก
เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความ
พร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษา 1
ปี สำหรับ เด็กที่มีอายุระหว่าง
5 – 6 ปี
5.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตอบ ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
หรือสถานรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่
มีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้แก่
เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบท ห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด
และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ
6.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่นจะจัดขึ้นสำหรับเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการ
การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือ ศูนย์พัฒนาเด็ก
จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่
ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต
ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็ก เป็นต้น
7.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล ตอบ โรงเรียนอนุบาลคือสถานเลี้ยงดูเด็กชายหญิง
อายุ 4 – 6 ปี มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กทั้ง ร่างกาย อารมณ์
สังคมและสติปัญญาด้วยการจัดประสบการณ์ โดยวิธีการเล่นปนเรียน
เน้นอุปกรณ์ของจริงให้เด็กได้มีส่วนร่วมกิจกรรม
ทั้งเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะศึกษาขั้นต่อไป โรงเรียนอนุบาลเป็น
สถานที่ซึ่งทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กแทนพ่อ แม่ ในเวลากลางวัน
8.จงอธิบายถึงหน่วยงานจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตอบ .1 หน่วยงานภาครัฐ
ที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีดังต่อไปนี้ -ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็น โครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม -สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน
หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจัดโดย กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 – 6 ปี -สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนของกรมประชาสงเคราะห์
ให้การอนุบาลเลี้ยงดู เด็กและให้การศึกษาแก่เด็กชาย – หญิง อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือ
เป็นเด็กพิการ -ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมพัฒนาชุมชน
สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีกอง พัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน -สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน
ของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ให้บริการ แก่เด็กอายุ 2 ปี 6 เดือน จากครอบครัวยากจนและขาดสารอาหาร -สถานเลี้ยงเด็กกลางวันของสำนักงานสวัสดิการสังคมในสังกัด
กรุงเทพมหานครให้บริการแก่เด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
ในชุมชนแออัดและเขตรอบนอก-บ้านเด็กสาธิตของมหาวิทยาลัย
จัดบริการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 2 – 3 ปี
จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเกี่ยวกับความเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กเป็นแหล่งสาธิตและฝึก
ปฏิบัติงานของนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัย 2. หน่วยงานภาคเอกชน -ศูนย์เด็กขององค์การ
อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ มูลนิธิ สมาคม และบริษัท
ศูนย์เด็กและองค์กร -ศูนย์เด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชน
ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในชุมชน เมือง จัดบริการเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง
9.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่นๆ ตอบ - หน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งให้องค์กรท้องถิ่น
อาสาสมัคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลในครอบครัว เป็น ผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม
เช่น กิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคลื่อนที่ กิจกรรมการพัฒนาเด็กโดย ครอบครัว
และกิจกรรมการผลิตและใช้สื่อเพื่อพัฒนาเด็กของกรมการพัฒนาชุมชน - ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน
ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็ก และได้รับ การอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งสภาองค์การพัฒนาเด็ก
10.จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล ตอบ โรงเรียนอนุบาลคือสถานเลี้ยงดูเด็กชายหญิง อายุ 4 – 6 ปี มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กทั้ง ร่างกาย
อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ทั้งเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะศึกษาขั้นต่อไป
โรงเรียนอนุบาลเป็น สถานที่ซึ่งทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กแทนพ่อ แม่ ในเวลากลางวัน การเรียนการสอน
โรงเรียนอนุบาลจัดการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์
สังคม และสติปัญญา ด้วยการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการสอนใช้วิธีเล่นปนเรียน
เน้นอุปกรณ์ของจริง รูปภาพ ของเล่น ฯลฯ
ให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมในกระบวนการเรียนการเล่นส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
ใช้วิธีสอนเป็นกลุ่มและรายบุคคลและให้เด็กแสดงออกอย่างเสรี
แบบฝึกหัดท้ายบทที่6
1.จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ตอบ นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การนำแนวคิด และวิธีการหรือการ กระทำใหม่
ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการ
จัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน

แบบฝึกหัดท้ายบทที่6
2.จงอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย ตอบ นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยเป็นการนำแนวคิดและวิธีการใน
การจัดการศึกษาปฐมวัย
เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการโดยองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
สอดคล้องกับหลักพัฒนาการและธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
3.จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามรูปแบบวิถีชีวิตไทย ตอบ ทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก
และการจัดการศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย
ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย
และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย
4.จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ตอบ หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
โดยเป็นรูปแบบ ที่มุ่งพัฒนาเด็ก วัย 0 – 3 ปี และ 3 – 6 ปี
ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็กที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน
รวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กได้ลงมือปฏิบัติเป็นวิถี
ชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับสังคม
5.จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยตอบ รูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยที่พัฒนาขึ้น
โดยยึดหลักการพัฒนา เด็กปฐมวัยมี 2 รูปแบบ คือ 1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
โดยครอบครัวมุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี ผ่านทางการพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงด รูปแบบนี้ได้จัดทำสาระ
เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จำเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน
และได้พัฒนาสื่อต่าง ๆ ให้พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กได้ศึกษา ทั้งยัง
ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในครอบครัวด้วย 2.รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนา เด็กวัย 3 – 6 ปี
ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก
ซึ่งจัดไว้ อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ
ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้ง
เสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก
6.จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ตอบ การศึกษาแนววิถีพุทธเป็นระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้
หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ
ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้พัฒนาการกิน อยู่ ดู ฟัง ให้เป็น โดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา
และมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิต
7.จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ ตอบ 1.หลักที่หนึ่ง พระพุทธศาสนาของมนุษย์
ทั้งในฐานะที่เป็นเอกัตบุคคล และในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม
ซึ่งต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น (กัลยาณมิตร) 2.หลักที่สอง
มนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ หรือเวไนยบุคคล สามารถได้รับการสั่งสอน ฝึกฝน
และอบรมบ่มนิสัยได้ 3.
หลักที่สาม มนุษย์มีภาวะทางสติปัญญามาแต่กำเนิด (สชาติกปัญญา) และแม้ว่า
มนุษย์จะมีความแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้
(โยคปัญญา) 4.
หลักที่สี่ พระพุทธศาสนาอธิบายหลักการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นในวิถีชีวิตทั้ง
ชีวิต มีลักษณะเป็นองค์รวมของรูป (กายภาพ : กาย – วาจา) กับนาม (จิตภาวะ)
ซึ่งเป็นการเรียนรู้ไป ตามความเจริญเติบโต (พัฒนาการ) ของชีวิต 5.หลักที่ห้า
การเรียนรู้ของมนุษย์มีแกนหลัก 3 แกน คือ
-ประการที่ 1 การฝึกฝนตนเองเรื่องศีล (self-training in morality)
-ประการที่ 2 การฝึกฝนตนเองเรื่องสมาธิ
(self-training
in mentality or concentration) -ประการที่
3 การฝึกฝนตนเองเรื่องปัญญา (self-training in wisdom)
6.
หลักที่หก การพัฒนาปัญญา
จุดหมายของการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การเกิดปัญญา
8.จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ ตอบ
มีองค์ประกอบ
2 ส่วน คือ ภายในกับภายนอก ภายนอก ได้แก่ ปัจจัยทางสังคมหรือเรียกว่า
วิธีการแห่งศรัทธา และภายใน ได้แก่ ปัจจัยภายในตัว บุคคล เรียกได้ว่า วิธีการแห่งปัญญา
ซึ่งหมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ซึ้ง
9.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา ตอบ มีการเน้น
จิตใจและความงอกงามทางปัญญาของผู้เรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพคือ
การให้ผู้เรียนได้รับความรู้ อย่างมีความสุข เกิดความงอกงามทางปัญญา ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
สามารถคิดค้นพัฒนาตนและสิ่งที่ตนรับผิดชอบอย่างมีคุณภาพได้
10.จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร ตอบ การศึกษาแนววิถีพุทธเป็นระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้
หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ
ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้พัฒนาการกิน อยู่ ดู ฟัง ให้เป็น โดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา
และมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิตส่วนแบบจิตปัญญา มีการเน้น
จิตใจและความงอกงามทางปัญญาของผู้เรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพคือ
การให้ผู้เรียนได้รับความรู้ อย่างมีความสุข เกิดความงอกงามทางปัญญา
ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถคิดค้นพัฒนาตนและสิ่งที่ตนรับผิดชอบอย่างมีคุณภาพได้
แบบฝึกหัดท้ายบทที่7
1.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี ตอบ การสอนแบบมอนเตสซอรี่ให้ความส
าคัญแก่เด็ก โดยพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาบนพื้นฐาน
ปรัชญาของการที่ผู้ใหญ่ต้องให้การยอมรับนับถือในสภาพความเป็นจริงของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้
ด้วยตนเองอย่างอิสระจากสิ่งแวดล้อมที่จัดไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย

แบบฝึกหัดท้ายบทที่7
2.จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี ตอบ หลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education) การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses)การตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนงานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ ….” นี่คือแขนงไม้ ” ขั้นที่ 2 รู้จักชื่อของสิ่งของ …” หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ ” ขั้นที่ 3 จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ …” นี่คือ อะไร ”
3.จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ ตอบ การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
(whole
language) เป็นนวัตกรรมที่มีความเชื่อว่าการสอน
ภาษาให้กับเด็กจะต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมาย โดยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น
เป็นการสอนภาษาแบบ บูรณาการ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไปพร้อม ๆ
กับสิ่งแวดล้อมหรือ สภาพการณ์ จริงจะช่วยให้ภาษานั้นง่ายต่อการเรียนรู้
4.จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ตอบ -
การพูดเป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน และการเขียน
- ให้เด็กเห็นตัวอย่างของการพูดที่ถูกต้อง
- เด็กควรมีโอกาสได้พูดให้มากและให้เห็นว่า
ภาษาพูดจะกลายมาเป็น การเขียนและการอ่านได้อย่างไร
โดยการให้เด็กเขียนในสิ่งที่เขาคิดและเล่าเป็นเรื่องราวออกมา
-
การอ่านควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจเรื่องราว และมีจุดมุ่งหมายในการอ่าน
-
สิ่งที่อ่าน ควรมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็ก
5.จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย ตอบ การเรียนการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
มีแนวคิดพื้นฐาน คือ การเข้าใจว่าเด็กมีความสามารถในการรับรู้
มีความพร้อมและมีศักยภาพแห่งตน ครูจึงต้องจัดการเรียนการสอนให้โรงเรียนเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ
โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีครูเป็นสื่อการสอนนำพาให้เด็กสามารถสร้างการเรียนรู้ด้วยการกระทำ
การแสดงออก การจัดสิ่งแวดล้อม
และการกระตุ้นเร้าที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยการค้นพบด้วยตนเอง
6.จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ
เอมีเลีย ตอบ องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนแบบเรกจิโอ
เอมีเลีย มี 4 ประการ คือ 1.
โครงการที่เด็กต้องการเรียนรู้ 2. ศิลปะสร้างสรรค์
ที่เด็กใช้เป็นภาษาสื่อการเรียนรู้ 3.
การจัดสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการเรียนรู้ที่สุนทรีย์งดงาม
4.
การยอมรับอย่างสอดประสานระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง
7.จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮสโคป ตอบ หลักการสอนแบบไฮสโคป คือ การทำกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กโดยใช้ขั้นตอนการวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน ( Do) การทบทวนการปฏิบัติ ( Review) โดยผ่านการกระทำ เด็กจะเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เด็กได้รับเป็นรูปธรรมด้วยการคิด สังเกต และไตร่ตรองอย่างเป็นระบบ
8.จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ ตอบ การสอนแบบโครงการ
เป็นการสอนที่เกิดจากความสนใจในการเรียนรู้ของเด็ก และมี การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองในวิธีการต่าง
ๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่สนใจอยาก เรียนรู้ ดังนั้นครูจึงควรเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศ
ให้คำแนะนำกระตุ้น และสังเกตความ ก้าวหน้าในการ เรียนรู้ของเด็ก
9.จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
ตอบ การสอนแบบวอลดอร์ฟมุ่งพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างอิสระตามความสามารถของ
เด็ก โดยสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ให้เด็กเห็นตัวอย่างวิถีธรรมชาติ
ซึ่งมีแนวทางในการจัดการ เรียนการสอน -ความสม่ำเสมอ
-การทำซ้ำ ให้เด็กได้มีโอกาสซึมซับ ทำความเข้าใจต่อสิ่งต่าง
ๆ และเกิดความชำนาญ
-ความเคารพและเห็นคุณค่า
10.จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการเรียนการสอนที่คิดว่าดีที่สุด
และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อมกับให้เหตุผลประกอบ ตอบ การสอนแบบไฮสโคป เพราะการเรียนการสอนแบบวิธีของไฮสโคป
เป็นการเรียนการสอนที่เด็กอิสระ ได้เรียนรู้ตามความสนใจ
สามารถทำงานของตนเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตามกระบวนการวางแผน (Plan) ปฏิบัติ (Do) และทบทวนการปฏิบัติ
(Review)
แบบฝึกหัดท้ายบทที่8
1.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน ตอบ รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยสามารถทำได้ใน
3 รูปแบบ 1.
การศึกษาในระบบ
เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา
การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
2.
การศึกษานอกระบบ
เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา
ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล 3.
การศึกษาตามอัธยาศัย
เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองตาม ความสนใจ ศักยภาพ
ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ
หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ

แบบฝึกหัดท้ายบทที่8
2.จงวิเคราะห์และสรุปถึงสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการ จัดการศึกษา
และการเลี้ยงดูเด็กทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากการ ให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ในประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดทิศทาง
และความเป็น เอกภาพ ไม่มีนโยบายเด็กปฐมวัยที่ชัดเจนจากรัฐบาล
รวมตลอดถึงไม่มีการกำหนดหลักการและมาตรฐานการดูแลเด็ก ระดับชาติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
3.จงอธิบายถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ
3-5 ปี ตอบ แนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ
3-5 ปี คือ ความพยายามในการกระจาย โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัย
3 – 5 ปี เด็กไทยทุกคนควรจะมีโอกาสได้รับการเตรียมความ พร้อมในสถานศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็ก
4.จงอธิบายถึงแนวโน้มในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการ
โรงเรียนที่มีผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือใน การประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนและโรงเรียนในการพัฒนาเด็ก การเผยแพร่ความรู้แก่ครอบครัว
ให้การสนับสนุนทางด้านทรัพยากร เป็นแหล่งความรู้ที่หลากหลาย
ตลอดจนการป้องกันและแก้ไข ปัญหาเด็กในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเป็นกลไกในการนำความต้องการจากครอบครัวและชุมชนไปใช้ในการ
พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
5.จงอธิบายถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ตอบ -การขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมี
โอกาสไดรับบริการอย่างทั่วถึง -พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็ก การจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมี
การปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาว
ในเรื่องการวางแผนครอบครัว
-
ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น โดยพัฒนา
เด็กให้เป็นผู้ที่สนใจใฝ่รู้ มีโลกทัศน์ที่เปิดกว้าง
6.จงอธิบายถึงแนวโน้มของนโยบายของรัฐในการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย ตอบ รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม
เช่น แม่ วัยรุ่น แม่ในเรือนจำ เป็นต้น
นอกจากนั้นควรมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับพ่อแม่ที่ทอดทิ้งลูก ทารุณลูก
หรือขายแรงงานลูก ทั้งนี้เพื่อลดอัตราการกระทำผิดในลักษณะนี้ของพ่อแม่ รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา
อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กร
กลุ่มบุคคล หรือครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์
เป็นที่พักพิงชั่วคราว
7.จงอธิบายถึงโครงการการให้ความรู้แก่พ่อแม่
ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ โครงการการให้ความรู้แก่พ่อแม่
ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย มีหลักการสำคัญ
คือ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คำแนะนำและความ
ช่วยเหลือทางวิชาการจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย
เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจใน วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 0 – 6 ปีอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ โดยเฉพาะในรูปแบบของการศึกษานอกระบบโรงเรียน
และการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและ ทั่วถึง โดยผ่านทางสื่อมวลชน
สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อพื้นบ้านต่าง ๆ
8.จงอธิบายถึงโครงการความร่วมมือขององค์กรต่างๆ
ในชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ โครงการความร่วมมือขององค์กรต่าง
ๆ ในชุมชน มีหลักการสำคัญ คือ การให้องค์กรต่าง ๆ ในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนมี ส่วนช่วยเหลือและร่วมมือกันในการให้การศึกษาแก่พ่อแม่
ผู้ปกครอง รวมทั้งร่วมมือกันใน การให้บริการและการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
จึงควรมีการผลักดันให้องค์กรของรัฐที่มีอยู่ในชุมชน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาล
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย สถานีอนามัย โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด พัฒนา ชุมชน และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
และองค์กรเอกชนอื่น ๆ เช่น ชมรมแม่บ้าน ชมรมครูและ ผู้ปกครองของโรงเรียน
และกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ มีส่วนช่วยเหลือและร่วมมือใน การให้บริการการให้การศึกษาแก่พ่อแม่
ผู้ปกครองให้มีความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และการอบรมเลี้ยงดู เด็กปฐมวัย
9.จงอธิบายถึงโครงการเครือข่ายพ่อแม่
ผู้ปกครองในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย ตอบ โครงการเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครอง หลักการสำคัญ คือ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้
คำแนะนำ และความ ช่วยเหลือโดยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นชมรม และเครือข่ายพ่อแม่
ผู้ปกครองเพื่อร่วมมือกันในการ พัฒนาเด็กปฐมวัย
มีรูปแบบตั้งแต่การรวมกลุ่มกันในโรงเรียนในบทบาทการเป็นคณะกรรมการโรงเรียน
การรวมกลุ่มกันเป็น “ชมรมพ่อแม่ ผู้ปกครอง” เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนเป็นเสียงของพ่อแม่
ผู้ปกครอง ในการติดต่อและเสนอแนะประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของพ่อแม่และครอบครัวในการจัด
การศึกษาปฐมวัย
10.แนวโน้มของการศึกษาปฐมวัยของไทย
ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย ตอบ แนวโน้มการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย ตามความคิด
คือ การศึกษายังไม่กระจายอย่างทั่วถึง เด็กบางคนก็ยังไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาเท่าที่ควร
พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนมากก็จะทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้เด็กเด็กก็อาจขาดความอบอุ่นเป็นเด็กมีปัญหา
